แชร์

ร ณ ร ง ค์ " ห ยุ ด เ ผ า " เ พื่ อ ใ ห้ อ า ก า ศ ส ะ อ า ด แ ล ะ ดิ น ดี ขึ้ น "No-Burn" Campaign for Cleaner Air and Healthier Soil ที่มา : Chaipattana December 2024 Journal_No Burn

อัพเดทล่าสุด: 19 มี.ค. 2025
2574 ผู้เข้าชม
องค์การสหประชาชาติเฉลิมฉลองวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เป็นวันดินโลก ( World Soil Day ) เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์เป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการส่งเสริมคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่งต่อการทำเกษตรกรรม ทั้งนี้การจัดการดินจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญลำดับแรก ๆ ของพระองค์

 

วันดินโลกมุ่งเน้นความสำคัญของดินต่อความมั้นคงทางอาหาร และสุขภาพของระบบนิเวศและเป็นอีกวิธีการที่ยอดเยี่ยมในการสร้างความตระหนักและ การถ่ายทอดความรู้แก่ชุมชนและชนรุ่นหลังในอนาคตเกี่ยวกับแนวทางการปกปักรักษาดินอย่างยั่งยืน

 

พระองค์ทรงเน้นถึงความสำคัญของคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะดินด้วยเหตุที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมการเกษตรสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ

เพราะเป็นแหล่งการจ้างงานที่มีสัดส่วนสูงมากและเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ที่สำคัญโดยเฉพาะการผลิตข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนส่วนใหญ่และสินค้าส่งออกหลักรวมทั้งพืชชนิดอื่นที่สำคัญ ได้แก่มันสำปะหลังอ้อยและผักผลไม้หลายชนิดสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย และแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยเอื้ออำนวยให้เกิดกิจกรรมการเกษตรมากมายหลายประเภท

 

อย่างไรก็ตาม วิธีการทำเกษตรบางอย่างมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง การเผาตามฤดูกาลที่เป็นวิถีปฏิบัติที่พบทั่วไปของเกษตรกร ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกอ้อยและข้าวเป็นเหตุให้ดินเสื่อมสภาพและคุณภาพอากาศตกต่ำ วิถีปฏิบัติเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อจุลชีพในดินและทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุในดิน เนื่องจากการเผาไหม้ปล่อยก๊าซคาร์บอนที่มาจากซากพืชไปสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) คาร์บอนมอนอกไซด์(co) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รวมทั้งการแพร่กระจายของอนุภาคฝุ่นละอองในอากาศ เช่น PM2.5 และ PM10 เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้มีการเสนอให้ใช้การกักเก็บคาร์บอนในดิน (soil carbon sequestration) เป็นยุทรศาสตร์การคืนซากพืชกลับสู่ดินได้รับการสนับสนุนเป็นวิธีการเพิ่มระดับสารอินทรีย์คาร์บอน ประมาณการได้ว่าเราสามารถกักเก็บซากพืชไว้ในดินได้มากถึงร้อยละ 15 และเมื่อใช้ปุ้ยหมักก็สามารถกระตุ้นให้มีกิจกรรมของจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นและลดการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) ในเวลาเดียวกัน

 

เมื่อราวต้นปี Regional Agricultural Information Network (RAIN) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของกระทรวงเกษตรสหรัฐ ฯ (USDA) ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสำคัญๆ ด้านการเกษตรแก่เกษตรกรนักวิจัย และผู้กำหนดนโยบาย ได้ติดต่อมูลนิลนิธชัยพัฒนาผ่านสถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรงเทพฯ เพื่อแสวงหาแนวทางการทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสององค์กรได้จับมือกันทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือโครงการสำคัญในปีนี้คือ การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง (Soil Digest) สูตรปรับปรุงดินนี้เป็นส่วนผสมชนิดใหม่ของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ย่อยสลายวัสดุจากพืช ซึ่งสามารถเร่งการย่อยสลายเน่าเปื่อยของฟางข้าวภายในเวลาเพียง 10-15 วัน จุลินทรีย์เหล่านี้ผลิตเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายเซลลูโลส (cellulose) และเฮมิเซลลูโลส (hemicellulose) ในฟางข้าวและสามารถย่อยสลายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรประเภทอื่นได้อีกด้วย เมื่อใส่จุลินทรีย์เหล่านี้ลงไปในฟางข้าวเราสามารถแปรสภาพฟางข้าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ยอดเยี่ยมวิธีหนึ่ง วิธีการนี้ไม่เพียงทำให้เกษตรกรได้ปัยอินทรีย์ที่เก็บไว้ใช้ได้นาน แต่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ฮิวมัส (humus) อีกด้วย

 

แม้จะมีผลิตภัณฑ์สารอินทรีย์ปรับปรุงดินหลายชนิดในตลาด แต่ผลิตภัณฑ์นี้โดดเด่นกว่าชนิดอื่นเพราะเกษตรกรสามารถใช้ได้ง่าย เมื่อเดินทางมาถึง ดร.วิเชียรพาเราไปชมถังน้ำอาจุลินทรีย์ย่อยสลายตอชัง (Soil Digest) ที่ได้จากการผสมผงแบคทีเรียกับน้ำ ซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อเพาะเชื้อจุลินทรีย์ น้ำยาถูกเตรียมไว้สำหรับการใช้ในแปลงข้าวและมีคุณสมบัติสามารถเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์อย่างรวดเร็ว จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังประกอบด้วยแบคทีเรีย Bocillus 4 สายพันธ์ที่สามารถย่อยสลายเซลลูโลสในซังข้าวภายในเวลา 2 สัปดาห์ แบคทีเรียเหล่านี้จะคงอยู่ในดินและช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุและเพิ่มการดูดซึมสารอาหารของพืชซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่สามารถลดความจำเป็นในการใช้ปุ้ยและสารเคมีอีกด้วย อีกทั้งช่วยควบคุมโรคและศัตรูพืชในเวลาเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ที่ชาวนาในเขตชลประทานประสบโดยเฉพาะนั่นคือ ความจำเป็นต้องเอาเศษวัสดุชีวมวลออกไปโดยเร็วหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมแปลงสำหรับการเพาะปลูกครั้งใหม่โดยไม่ใช้วิธีการเผา

 

น้ำยาในถังถูกนำไปใช้ในแปลงนาข้าวที่มูลนิธิชัยพัฒนา หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ เราพบว่าสภาพดินดีขึ้นมากมีปริมาณแก๊สไฮโครเจนซัลไฟด์น้อยลง พวกเราเป็นประจักษ์พยานที่ยืนยันได้ว่าจลินทรีที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นขึ้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลา 7 วัน และการย่อยสลายฟางข้าวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญยิ่งยิ่งคือน้ำยานี้ช่วยทำให้ฟางข้างข้าวอ่อนนุ่มลงอย่างมากด้วยอย่างไรก็ตาม RAIN เป็นผู้ขอใช้พื้นที่โครงการของมูลนิธิชัยพัฒนาในการทดลองและทดสอบประสิทธิภาพรวมไปถึงความสะดวกในการใช้งานของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายชนิดต่างๆ ซึ่งในอนาคตจะมีจลินทรีย์จากบริษัทและองค์กรอื่นๆ ในท้องตลาดอีกมากมาย ที่ RAIN จะนำมาทดสอบในพื้นที่โครงการของมูลนิธิชัยพัฒนาหากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ RAIN จะร่วมมือกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการขยายผลสู่เกษตรกรต่อไปกิจกรรมรณรงค์ "หยุดเผา" ที่ริเริ่มโดย RAIN มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้ผงจุลินทรีย์โดยชาวนาไทยในหลายจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม การรณรงค์นี้สนับสนุนการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังเพื่อเป็นก้าวสำคัญไปสู่การพัฒนาวิถีการเกษตรแบบยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนจากวิธีการเผาเป็นการใช้วิธีการทีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มผลผลิต และปรับปรุงสุขภาพของระบบนิเวศให้ดีขึ้น เพื่อให้การเกษตรของไทยวัฒนาสถาพรสืบไปสำหรับชนรุ่นหลังในอนาคต

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
แกะตัวที่ 1 แกะตัวที่ 2 ....แกะตัวที่1ล้านแล้ว ทำไมไม่หลับสักที
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ปัญหาการนอนหลับเป็นปัญหาที่อาจดูเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ปัญหาดังกล่าวสามารถนำไปสู่ โรคนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ พบได้กับทุกเพศ ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ โดยการการนอนไม่หลับหรือหลับยากแม้ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเอื้อต่อการนอนหลับก็ไม่สามารถหลับได้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ตื่นเช้าเกินไปและไม่สามารถกลับไปนอนได้อีก ทำให้รู้สึกเหนื่อยเมื่อตื่นนอน เป็นผลทำให้รู้สึกหมดแรง หมดพลังงานชีวิต ร่วมกับการตอบสนองทางอารมณ์ที่แย่ลง ส่งผลต่อสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพชีวิตที่มีประสิทธิภาพด้อยลง
29 พ.ย. 2024
ธนาคารจุลินทรีย์ (Microbe Bank)
บนโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์นับหมื่นนับแสน โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่มีจำนวนมากมายมหาศาล แต่ปัจจุบันเราสามารถศึกษาได้เพียง 1% ของจุลินทรีย์ทั้งหมดบนโลก ดังนั้นคำถามสำคัญคือ “เราจะทำอะไรกับจุลินทรีย์ที่เรามีอยู่ในมือได้บ้าง?” เพื่อหาคำตอบนี้ จึงได้เกิดแนวคิด ธนาคารจุลินทรีย์ (Microbe Bank) ขึ้นมา ธนาคารจุลินทรีย์เปรียบเสมือนคลังเก็บข้อมูล และตัวอย่างจุลินทรีย์ที่รวบรวมไว้เพื่อการอนุรักษ์ วิจัย และพัฒนา นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการใช้จุลินทรีย์ในด้านต่าง ๆ เช่น การแพทย์ เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยในประเทศไทยมี ธนาคารจุลินทรีย์แห่งชาติ (NBT - National Biobank of Thailand) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเก็บรักษาจุลินทรีย์ให้คงอยู่ในระยะยาวและสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจุลินทรีย์ การจัดการธนาคารจุลินทรีย์จำเป็นต้องทำอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล เช่น ได้รับการรับรอง ISO9001 ซึ่งเน้นคุณภาพของตัวอย่างจุลินทรีย์ และ ISO20387 ที่เป็นมาตรฐานการจัดการทรัพยากรชีวภาพ
6 ก.พ. 2025
สร้างสมดุล ห่วงโซ่อาหาร ที่ดี ผ่านดินดี น้ำดี อากาศดี ชีวิตจะดีอย่างยั่งยืน
สร้างสมดุล ห่วงโซ่อาหาร ที่ดี ผ่านดินดี น้ำดี อากาศดี ชีวิตจะดีอย่างยั่งยืน สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ล้วนอยู่ใต้กฎธรรมชาติและ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารในฐานะผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย ซึ่งคือจุลินทรีย์ แน่นอนว่าหากห่วงโซ่อาหารมีความสมดุล ความเป็นไป ของสิ่งมีชีวิตก็จะดํารงอยู่อย่างราบรื่น แต่ทุกวันนี้จาก สภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ห่วงโซ่อาหารของโลกใบนี้เสียสมดุล น.สพ.สุวรรณ ยิ้มเจริญ หรือ คุณหมอเจี๊ยบ ประธาน คลัสเตอร์กุ้งกุลาดําภาคตะวันออก ผู้ทรงคุณวุฒิสัตว์เศรษฐกิจ สวก. และกรรมการบริหาร บริษัทสยาม อะกริ ซัพพลาย จํากัด หรือ SAS จะมาคลี่ปมการเสียสมดุลของห่วงโซ่ อาหารและปลดล็อกปัญหานี้กันอย่างกระจ่างชัด
17 ธ.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy